“พีพี”พัทน์ ภัทรนุธาพร ตั้งข้อสงสัยเเค่พิธีเปิดนี่มันสำคัญขนาดนั้นเลยหรอ เคยถูกมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเชิญมาพูด แต่พิธีการยาวมาก จนแทบไม่เหลือเวลาพูด
“พีพี”พัทน์ ภัทรนุธาพร นักวิทยาศาสตร์คนไทยใน MIT Media Labห้องแล็บสุดล้ำชั้นนำระดับโลกของสหรัฐอเมริกา ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ค Pat Pataranutaporn เกี่ยวกับเรื่องของ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้เชิญมาพูดให้นักศึกษาฟัง แต่ช่วงพิธีการแบบไทยๆ กลับยาวมาก จนแทบไม่เหลือเวลาพูดจริงๆเลย
ซึ่งเจ้าตัวเปิดใจว่า พีพีไม่อยากเขียนถึงสังคมไทยเพราะรู้สึกว่าจะกลายเป็นเด็กไม่น่ารักเเละทำตัวหน้าหมั่นไส้ เเต่ประสบการณ์ที่เจอวันนี้พีพีรู้สึกว่ามันเลวร้ายเเละอยากบันทึกไว้เพื่อหวังว่ามันจะถูกเเก้ในอนาคต (หลังจากนี้จะพยายามไม่เขียนเเล้วครับ)

ปกติต่อให้พีพีอยู่ที่ MIT, Boston เวลามีคน invite ให้ไป guest lecture ที่ไทยหรือประเทศไหนทั่วโลกในฐานะที่เราเป็น academics ก็จะไปถ้าไปไม่ได้ก็จะ zoom ไป ยกเว้นว่าป่วย หรือเวลาดึกเกินไปจริงๆ วันนี้พีพีได้ invite ให้ไป lecture ใน International symposium เนื่องในวัน Safer Internet Day สำหรับเด็กที่จัดที่มหาลัยชั้นนำเเห่งหนึ่งในไทย พีพีที่ยังป่วยอยู่จากการเดินทางอาทิตย์ที่เเล้วก็เตรียม slide พี่จะพูดถึงงานวิจัยที่เราทำเกี่ยวกับ study ของเด็กเเละ AI เเละก็เตรียมรอ zoom ตั้งเเต่สามทุ่ม

ซึ่งพีพีที่ดูอยู่ใน zoom คิดว่ารวมเวลาเเล้วน่าจะประมาณชั่วโมงกว่าซึ่งกินเวลา talk พีพีไปจนเกือบจะห้าทุ่ม สุดท้ายคนจัดงานเนื่องด้วยเวลาบีบคั้นขอให้พีพีที่ตอนเเรกจะพูด 30 นาที + Q&A ให้พูด 5 นาที ตอนห้าทุ่มซึ่งพีพีก็เเปลกใจว่านี่มัน symposium ไม่ใช่งานถ่ายรูปรึเปล่า
มีรุ่นน้องมาบอกว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องปกติของมหาลัยในไทย หลายคนก็อาจจะบอกว่าชินเถอะเพราะนี่คือสังคมไทย ต้องเข้าใจ เเต่พีพีคิดว่ามันไม่ใช่ เวลาเราโทษว่ามหาลัยเราไม่สามารถเจริญขึ้นได้เพราะงบไม่มี คนไม่พอ หรืออะไรก็เเล้วเเต่
พีพีคิดว่าการเปลี่ยนอะไรง่ายๆเช่นเเค่ไม่ต้องมีพิธีเปิดที่ยืดเยื้อ ซึ่ง เป็นพิธีกรรมไม่ใช่การที่ผู้บริหารมีประเด็นอะไรจริงๆจะเเชร์ (เพราะที่เห็นคืออ่าน script เเละก็พูดเหมือนกันหมดๆ ว่าถึงเวลาอันสมควรเเล้วขอเปิดงานบลาๆๆๆ) อันนี้เป็นสิ่งที่ทำได้เเละไม่ต้องใช้งบอะไรก็เปลี่ยนได้
คำถามคือเเค่พิธีเปิดนี่มันสำคัญขนาดนั้นเลยหรอ ช่วงนี้พีพีอินกับงานของ fellow MIT ด้วยกันอย่าง Daron Acemoglu กับ James A. Robinson ที่ได้รางวัลโนเบลปีนี้ที่เขียนหนังสือ Why the Nations Fail งานวิจัยของทั้งสองคนนี้บอกว่าไม่ต้องไปโทษฟ้าโทษฝน หรืออะไรทั้งนั้นเพราะการที่ประเทศจะ fail หรือ success เกิดจากการตัดสินใจของผู้นำในการสร้างโครงสร้างสังคม (institution) วัฒนธรรม เเละ เเรงจูงใจในองค์กร ที่เปลี่ยนพฤติกรรมของคนในวงกว้าง
การที่ผู้บริหารสร้างวัฒนธรรมว่าตัวเองต้องมาเปิดงาน for the sake ของการเปิดงาน (ซึ่งพีพีไม่เคยเห็นใน institution อย่าง MIT, Harvard, Stanford) นอกจากจะทำให้เปลืองเวลาไปเบียดเบียนเวลาของคนอื่นเเล้วมันยัง set tone ของการประชุมด้วยว่าเราสนใจพิธีการมากกว่าความเข้มเเข็งทางวิชาการ ทำให้งานเเทนที่จะมีความเป็น international เเละ highlight เเก่นสารของงานจริงๆ ถูกเจือจางลงด้วยอำนาจ ความเจ้ายศเจ้าอย่าง


ความมีตำเเหน่ง ซึ่งเป็นสิ่งสมมุติทั้งสิ้นในวงการวิชาการ อาจารย์พีพีที่ MIT บอกเสมอว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการอยู่ใน academics คือการสร้างองค์ความรู้ให้กับมนุษยชาติ งานบริหาร หรืองานอย่างอื่นคือการมา serve สิ่งนี้ทั้งสิ้น ดังนั้นคนที่เราควรให้ความสำคัญที่สุดคือคนที่ทำหน้าที่วิจัย ไม่ใช่ผู้บริหาร (ที่ควรจะมีหน้าที่ serve คนที่ทำหน้าที่วิจัย)
ตอนที่ MIT Media Lab มาจัด Southeast Asia Forum ที่ไทย Professor Dava Newman ที่เป็น executive director ของ NASA เเละ director คนปัจจุบันของ MIT Media Lab ก็ให้พีพีซึ่งเป็นคนออกเเบบ event นี้ give the opening talk เเล้วก็เดินขึ้นมากอดให้กำลังใจหลังพีพีพูดเสร็จ พีพีคิดว่าสิ่งนี้เท่มากๆเเละน่าชื่นชมมากๆในความเป็นผู้ใหญ่ที่ support เเละ lift คนในทีมให้สูงขึ้นสมเป็นผู้บริหารจริงๆ
การที่เรามีพิธีการในไทยเเบบนี้ ripple ไปถึงคนอื่นๆในมหาวิทยาลัยเเบบที่ Acemoglu เเละ Robinson เขียน เเทนที่อาจารย์ นักศึกษา หรือคนในมหาลัยมาฟังจะรู้สึก inspire กับ content ก็จะเกิดความหงุดหงิด frustrate ไม่อยากรอพิธีการเป็นชั่วโมง หรือ ไม่ชอบการมาเข้าร่วมอะไรเเบบนี้อีก ทำให้ academic culture เกิดความอ่อนเเอลงได้ สิ่งนี้ยังส่ง signal ออกไปว่าเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับเวลาของคน มองว่าการเรียนรู้มาทีหลังการเเสดงอำนาจ
ดังนั้นใครที่อ่าน post พีพีอยู่ที่เป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยเเล้วอย่างสร้างความเปลี่ยนเเปลง สิ่งที่ง่ายที่สุดเเละไม่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลเเล้วจะทำให้สถาบันคุณมีความ international เทียบเท่า MIT หรือ Harvard ได้เลยก็คือเเค่บอกว่าต่อไปนี้ไม่ต้องไปเปิดงานอีกเเล้ว ไปร่วมเเค่สังเกตุการณ์หรือให้กำลังใจคนจัดงานก็พอครับ
ในฐานะนักวิจัย AI พีพีมองว่าการที่มหาวิทยาลัยจะเป็นมหาลัยชั้นนำพีพีคิดว่าไม่ใช่การมี AI หรือความ hi-tech เเต่คือการที่เราสร้างวัฒนธรรมที่ value ความเข้มเเข็งทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้เพื่อนมนุษย์ เหนือกว่าอำนาจ ความศักดิ์สิทธิ์ หรือตำเเหน่งอะไรก็ตามครับ

ซึ่งก็มี อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ามาคอมเมนต์โพสต์ของ พีพี-พัทน์ ด้วยข้อความว่า
